อยากทำอะไรก็ทำครับ บางทีไม่จำเป้นต้องแคร์สายตาคนอื่น เพราะ…

1413110393-32700434-o

Advertisements

อยากสุขหรืออยากทุกข์ ง่ายนิดเดียว…

“ทุกสิ่งทุกอย่างในธรรมชาติมัน เป็นมันอยู่ของมันอยู่เช่นนั้น
สิ่งที่ทำให้เราสุขหรือทุกข์ไม่ใช่ตัวของ สิ่งเหล่านั้นแต่เป็นใจเราที่เอามันมาปรุงแต่งต่างหาก”


ทำไมคนเราจึงสุขหรือทุกข์…สิ่งรอบกายมี อิทธิพลต่อความรู้สึกของเรามากขนาดนั้นเชียวเหรอ?

ทุกสิ่งทุกอย่างในธรรมชาติมันเป็นมันอยู่ของ มันอยู่เช่นนั้น
สิ่งที่ทำให้เราสุขหรือทุกข์ไม่ใช่ตัวของสิ่งเหล่านั้น แต่เป็นใจเราที่เอามันมาปรุงแต่งต่างหาก นี่คือความจริงที่จริงแท้ๆเทียบ เท่ากับความรู้ที่ว่าโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์

อันเนื่องมากจากสาเหตุที่ธรรมชาติของจิต ไม่ชอบอยู่นิ่ง ดังนั้นมันจึงต้องหาอะไรยึดเหนี่ยวเอาไว้
ซึ่งการยึด เหนี่ยวที่กล่าวถึงนี้ย่อมต้องใช้แรงมาก ยิ่งจิตดวงไหนที่มีพละกำลังเยอะ
(พูด ให้ง่ายๆคือ จิตที่สับสน วุ่นวาย อยู่ไม่นิ่ง แว่บไปเรื่องโน้นที เรื่องนี้ที)
ก็ยิ่งต้องยึดเหนี่ยวด้วยแรงพันธะที่เยอะยิ่งขึ้นไปอีก

มนุษย์เราเป็นสัตว์สังคม ไม่มีใครชอบอยู่คนเดียว
(หรือบางครั้งบางอารมณ์เราอาจจะชอบแต่โดยส่วน ใหญ่แล้วไม่)
ด้วยสาเหตุนี้สิ่งแวดล้อมรอบกายเราจึงมีผลกระทบต่อตัวเรา เองมาก จะไม่ใช่เรื่องใหญ่โตหรือมีปัญหาอะไรเลยถ้าสิ่งรอบตัวไม่ได้มากระทบจิต
ซึ่ง จริงๆแล้วมันมาต้องมากระทบแน่ๆ

ประเด็นสำคัญคือ สิ่งที่เราเห็น เราคิด
เราเจอ นั้นเรานำมาปรุงแต่งในจิต ให้จิตมีภาระพิจารณาหรือเปล่า ถ้าใช่ก็แสดงว่าเรากำลังปรุงแต่งเหตุการณ์รอบตัวด้วยจิตของเรา
ผลลัพธ์ ที่ได้ไม่ใช่ขนมหวานแสนอร่อยแต่เป็นสิ่งที่เรียกว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นใน ใจ
ซึ่งความรู้สึกนี้ถ้าเป็นความรู้สึกที่ดีก็ดีไปแต่ทว่าส่วนมากมักจะ เป็นความรู้สึกในด้านลบเพราะความรู้สึกด้านนี้มันง่ายที่จะเกิด
(เหมือน เวลาเราอ่านข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ คนส่วนใหญ่มักมองหาข่าวที่เป็นด้านเนกาทีฟก่อน)
ความรู้สึกด้านลบนี้ชอบ ที่จะทำร้ายจิตใจเพราะมันมีอนุภาพที่รุนแรงกว่า

ตัวอย่าง ง่ายๆ เพื่อนบ้านเปิดเพลงเสียงดังมากจนเรารำคาญ
ถ้าเราไม่สนใจไม่เอาจิต ไปจับเสียงดังนั้นเราก็ไม่โกรธไม่ทุกข์
เพราะในขณะที่เรามีอารมณ์ความ รู้สึกโกรธหรือรำคาญ เพื่อนบ้านของเราไม่รู้อะไรตรงนี้ไปกับเราด้วย

ไม่ใช่เรื่องลี้ลับอะไรเลย ถ้าจะกล่าวว่า
เราสุขหรือทุกข์มันขึ้นอยู่กับใจ กับจิตของเรา
สิ่งที่ อยู่รอบกายเรามันเป็นของมันอย่างนั้นเอง แถมมันก็ไม่มาสนใจหรอกว่ามันจะทำให้สุขหรือทุกข์
มันอยู่ของมันแบบนั้นมา ตั้งแต่ตัวสสารของมันถือกำเนิดขึ้นมา ขอเพียงเรามองทุกอย่างด้วยสายตาที่มองให้เห็นว่ามันเป็นธรรมดาของมันเช่น นั้น
เห็นการเกิด การเสื่อม การดับ บนสิ่งๆต่างๆรอบตัวอยู่ทั่วไป เราก็จะมีความสุขโดยปราศจากอิทธิพลของสิ่งรอบตัว

มนุษย์เราเกิดมาเพื่อ เลือก…นั่นคือเลือกที่จะรู้สึกดีๆหรือรู้สึกแย่ๆ
ในเมื่อเราสามารถ เลือกที่จะรู้สึกดีๆเพื่อไม่ให้สิ่งนั้นทำร้ายจิตใจของเรา เลือกเพื่อไม่ให้ตัวเรารู้สึกแย่
รู้สึกทุกข์… แล้วทำไมเราจึงไม่เลือกรู้สึกดีๆกับสิ่งต่างๆล่ะ?

“ยิ่งกว่าสุขเมื่อจิตเป็นอิสระ” โดย ดร.สนอง วรอุไร หนังสือธรรมะที่อ่านสนุก เคี้ยวง่ายและใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้

“ยิ่งกว่าสุขเมื่อจิตเป็นอิสระ” โดย ดร.สนอง วรอุไร

เล่มนี้แนะนำให้อ่านครับ ดีมากๆ ผมอ่านยังไม่จบเพิ่งเข้าบทที่ 4 บาป… แต่ละบทอ่านแล้วโดนใจ ที่สำคัญเอามาใช้กับชีวิตประจำได้ครับ ใครที่ไม่เชื่อเรื่องบุญ บาป ต้องลองอ่านดู อ่านจบเมื่อไหร่จะมาเล่าให้ฟังอีกที

สรรพสิ่งล้วนอิงอาศัยกันและกัน … ติช นัท ฮันห์

สรรพสิ่งล้วนอิงอาศัยกันและกัน

“การภาวนามิใช่การออกจากสังคม มิใช่การหลีกหนีสังคม แต่เป็นการเตรียมพร้อมที่จะกลับคืนสู่สังคมอีกครั้ง เราเรียกการปฏิบัติเช่นนี้ว่า “พุทธศาสนาที่ครอบคลุมทุกมิติของชีวิต” เมื่อเราไปปฏิบัติธรรมเราอาจจะมีความรู้สึกว่าเราได้ ละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง อันได้แก่ครอบครัว สังคม ตลอดจนสิ่งทั้งปวงที่เกี่ยวเนื่องกับครอบครัวและสังค มด้วย แล้วคิดว่าเรามาในฐานะปัจเจกบุคคล เพื่อปฏิบัติและแสวงหาความสงบ ความเข้าใจเช่นนี้ก็นับเป็นโมหะอย่างหนึ่งเสียแล้ว เพราะในพุทธศาสนาไม่มีสิ่งที่เป็นปัจเจกบุคคล
ดังเช่นกระดาษแผ่นหนึ่ง คือ ผลพวงและองค์ประกอบจากปัจจัยหลายๆ สิ่ง ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นปัจจัยซึ่งไม่ใช่กระดาษ ปัจเจกภาพก็สร้างขึ้นมาจากปัจจัยซึ่งไม่ใช่ปัจเจกภาพ หากเธอเป็นกวี เธอก็จะเห็นได้แจ่มชัดว่า มีเมฆก้อนหนึ่งกำลังลอยเลื่อนอยู่ในกระดาษแผ่นนี้ ปราศจากก้อนเมฆ ก็จะไม่มีน้ำ ปราศจากน้ำ ต้นไม้ก็ไม่สามารถงอกงามได้และปราศจากต้นไม้ เธอก็ไม่สามารถทำกระดาษได้ ดังนั้นก้อนเมฆจึงอยู่ในที่นี้ การปรากฏอยู่ของกระดาษแผ่นนี้ ขึ้นอยู่กับการปรากฏอยู่ของก้อนเมฆ กระดาษและก้อนเมฆสัมพันธ์แนบเนื่องกันเหลือเกิน

เราลองนึกถึงสิ่งอื่นๆ บ้างก็ได้ เช่น แสงอาทิตย์ แสงอาทิตย์เป็นสิ่งสำคัญมากเพราะป่าไม้ไม่สามารถงอกง ามได้โดยปราศจากแสงอาทิตย์ และมนุษย์เราก็ไม่สามารถเจริญเติบโตได้โดยปราศจากแสง อาทิตย์ ดังนั้น คนตัดไม้ซุงต้องการแสงอาทิตย์เพื่อจะได้ตัดต้นไม้ และต้นไม้ก็ต้องการแสงอาทิตย์เพื่อการเป็นต้นไม้ เพราะฉะนั้นเธอสามารถแลเห็นแสงอาทิตย์ในกระดาษแผ่นนี ้ และหากเธอมองลึกลงไปยิ่งกว่านี้ด้วยแห่งสายตาแห่งโพธ ิสัตว์คนหนึ่ง ด้วยสายตาของคนผู้ตื่นรู้แล้ว เธอจะแลเห็นว่าไม่เพียงก้อนเมฆและแสงอาทิตย์เท่านั้น ที่ปรากฏอยู่ในกระดาษแผ่นนี้ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างปรากฏอยู่ในที่นี้ด้วย เช่น ข้าวสาลี ซึ่งแปรสภาพเป็นขนมปังสำหรับเป็นอาหารของคนตัดไม้ซุง ยังพ่อของคนตัดไม้ซุงอีกเล่า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนอยู่ในกระดาษแผ่นนี้

อวตัมสกสูตร* บอกแก่เราว่า เธอไม่สามารถชี้ระบุได้เลยว่าสิ่งใดไม่มีความสัมพันธ ์กับกระดาษแผ่นนี้ ดังนั้นเราจึงกล่าวว่า “กระดาษแผ่นหนึ่งสร้างขึ้นด้วยปัจจัยซึ่งไม่ใช่กระดา ษ” ก้อนเมฆเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งซึ่งไม่ใช่กระดาษ ป่าไม้เป็นปัจจัยอย่างหนึ่งซึ่งไม่ใช่กระดาษ แสงอาทิตย์เป็นปัจจัยอย่างหนึ่งซึ่งไม่ใช่กระดาษ กระดาษแผนนี้สร้างขึ้นด้วยมวลปัจจัยซึ่งไม่ใช่กระดาษ จนกระทั่งว่าหากย้อนกลับคืนสู่ปัจจัยซึ่งไม่ใช่กระดา ษ ไปสู่แหล่งเดิมของสิ่งเหล่านั้นแล้ว กล่าวคือ คืนก้อนเมฆสู่ท้องฟ้า คืนแสงอาทิตย์สู่ดวงตะวัน คืนคนตัดไม้ไปสู่พ่อของเขา ดังนี้แล้วกระดาษย่อมเป็นสิ่งว่างเปล่า ว่างเปล่าจากอะไรหรือ? ว่างเปล่าจากตัวตนหนึ่งซึ่งแยกขาดจากสิ่งอื่นๆ ตัวตนย่อมประกอบขึ้นด้วยปัจจัยทั้งมวลซึ่งไม่ใช่ตัวต น ปัจจัยซึ่งไม่ใช่กระดาษ และถ้าหากปัจจัยทั้งมวลซึ่งไม่ใช่กระดาษนี้ถูกแยกออก ไป กระดาษก็กลายเป็นสิ่งว่างเปล่าอย่างแท้จริง ว่างเปล่าจากการเป็นตัวตนอิสระ ว่างเปล่าในแง่นี้หมายถึงกระดาษแผ่นนี้เต็มเปี่ยมไปด ้วยทุกสิ่ง ประกอบขึ้นด้วยจักรวาลทั้งมวลการปรากฎของกระดาษแผ่นเ ล็กๆ นี้ เป็นการพิสูจน์ยืนยันแห่งการปรากฏของจักรวาลทั้งจักร วาล
ในลักษณะเดียวกัน ปัจเจกภาพย่อมประกอบขึ้นด้วยปัจจัยซึ่งไม่ใช่ปัจเจกภ าพ เมื่อเธอเข้ามาอยู่ในศูนย์ปฏิบัติธรรม ความทุกข์ซึ่งเธอพกพาไว้ในจิตใจของเธอ ก็คือตัวสังคมนั่นเอง เธอทำเพื่อสังคมทั้งหมดเธอแสวงหาคำตอบให้แก่ปัญหาของ เธอ ไม่ใช่เพื่อตัวเธอ หากเพื่อพวกเราทุกคนด้วย
เรามักมองข้ามใบไม้ว่าเป็นเพียงลูก ๆ ของต้นไม้ ใช่ ใบไม้เหล่านั้นเป็นลูกของต้นไม้ กำเนิดมาจากต้นไม้ แต่ใบไม้เหล่านั้นก็เป็นแม่ของต้นไม้ด้วยเช่นกัน ใบไม้จะสังเคราะห์วัตถุดิบ น้ำและแร่ธาตุเข้ากับแสงอาทิตย์และอากาศ แล้วแปรเปลี่ยนวัตถุดิบให้กลายเป็นแม่ของต้นไม้ เราทุกคนล้วนเป็นลูกของสังคม แต่เราก็เป็นแม่ของสังคมได้ด้วยเช่นกัน เราต้องบำรุงหล่อเลี้ยงสังคม หากเราถอนรากออกจากสังคม เราก็ไม่สามารถเปลี่ยนสังคมให้กลายเป็นสถานที่น่าอยู ่มากขึ้นสำหรับเรา และสำหรับลูกหลานของเราได้ ใบไม้เชื่อมโยงกับต้นไม้โดยอาศัยลำต้นลำต้นนั้นสำคัญ มาก
ฉันทำสวนอยู่ในชุมชนของเราเป็นเวลาหลายปีแล้ว และฉันรู้ว่าบางครั้งเป็นการยากลำบากที่จะปักชำกิ่งท ี่ตัดมาแล้ว พันธุ์ไม้บางชนิดไม่อาจขึ้นได้ง่ายๆ ดังนั้นเราจึงใช้ฮอร์โมนพืชชนิดหนึ่ง เพื่อช่วยให้กิ่งชำเหล่านั้นงอกรากลงในดินได้ง่ายขึ้ น ฉันสงสัยว่าจะมีผงอะไรสักชนิดหนึ่ง หรือมีอะไรบางสิ่งไหม ซึ่งอาจจะพบได้ในการปฏิบัติภาวนาอันสามารถช่วยเหลือผ ู้คนที่ขาดราก ให้หยั่งรากลงในสังคมอีกครั้ง การภาวนาไม่ใช่การหลีกหนีออกจากสังคม การภาวนาเป็นการสร้างเสริมบุคคลให้มีสมรรถนะที่จะกลั บเข้าไปประสานกับสังคมได้อีกครั้งหนึ่ง เพื่อช่วยให้ใบไม้สามารถหล่อเลี้ยงต้นไม้ได้”

… ติช นัท ฮันห์

เครดิต www.budpage.com